เตรียมสอบ แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2557 สายอำนวยการ ตามกระแส แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ วุฒิ ม.6 2557




( อย่าลืมกด like ด้วยนะคะ )

เตรียมสอบ แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2557 สายอำนวยการ ตามกระแส วุฒิ ม.6

เพราะวันนี้ เรายกเอา แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2557 สายอำนวยการ พร้อมเฉลย และคำอธิบายแบบเต็มที่มากๆ สนใจเพิ่มเติมรายละเอียด แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ วุฒิ ม.6 2557 สามารถเข้ามาหาทำเพิ่มเติมได้เลยคะ ตามกระแส แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ วุฒิ ม.6 2557 ไปเริ่มทดสอบความรู้ของท่านเลยดีกว่า บอกเลยว่า ชุดนี้เป็น แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ วุฒิ ม.6 สายอำนวยการ 2557 ที่เตรียมพร้อม มาเพื่อเตรียมสอบโดยเฉพาะ


เตรียมสอบ แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2557 สายอำนวยการ ตามกระแส แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ วุฒิ ม.6 2557

แนวข้อสอบความรู้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับสอบ ปี2557
คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียวเท่านั้น
ข้อที่ 1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษตามข้อใด ?
ก. Royal Thai Police Headquarters
ข. Headquarters Royal Thai Police
ค. Royal Thai Headquarters Police
ง. Police Royal Thai Headquarters
ตอบ ก. Royal Thai Police Headquarters
คำอธิบาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (อังกฤษ: Royal Thai Police Headquarters) เป็นส่วนราชการไทยซึ่งเทียบเท่ากรม ไม่สังกัดกระทรวงใด หรือสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลกิจการตำรวจไทย ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ข้อที่ 2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกจัดตั้งขึ้นในปีใด ?
ก. จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2403
ข. จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2497
ค. จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2503
ง. จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2541
ตอบ ง. จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2541
คำอธิบาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (อังกฤษ: Royal Thai Police Headquarters) เป็นส่วนราชการไทยซึ่งเทียบเท่ากรม ไม่สังกัดกระทรวงใด หรือสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลกิจการตำรวจไทย ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2541 จากการโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ตามระเบียบงานสารบรรณ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ชื่อย่อสำหรับหนังสือราชการภายนอกในการติดต่อเป็นเอกสารราชการกับกระทรวง ทบวง กรม อื่นใด โดยใช้ชื่อย่อว่า ตช. และใช้ชื่อย่อสำหรับหนังสือราชการภายในสำหรับการติดต่อเป็นเอกสารราชการภายในหน่วยงานซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง โดยใช้ชื่อย่อว่า ตร. แต่สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปมักเรียกขานชื่ออย่างย่อของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กันเองอย่างไม่เป็นทางการว่า สตช

ข้อที่ 3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการระดับกรมสังกัดกระทรวงใด ?
ก. กระทรวงมหาดไทย
ข. กระทรวงกลาโหม
ค. กระทรวงพลังงาน
ง. ไม่อยู่ในสังกัดกระทรวงใด ๆ
ตอบ ง. ไม่อยู่ในสังกัดกระทรวงใด ๆ
คำอธิบาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการระดับกรมมีฐานะเป็น นิติบุคคลขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยไม่อยู่ในสังกัดกระทรวงใด ๆ หรือสำนักนายกรัฐมนตรี

ข้อที่ 4. ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ?
ก. รักษาความปลอดภัยต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
ข. ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ค. ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา
ง. รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงภายนอกราชอาณาจักร
ตอบ ง. รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงภายนอกราชอาณาจักร
คำอธิบาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการระดับกรมมีฐานะเป็น นิติบุคคลขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยไม่อยู่ในสังกัดกระทรวงใด ๆ หรือสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. รักษาความปลอดภัยต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
2. ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
3. ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา
4. รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร
5. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
6. ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
7. ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ ตามข้อ 1, 2, 3, 4 หรือ 5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ข้อที่ 5. จากประวัติตำรวจไทยยุคต้นก่อน พ.ศ. 2403 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลใดเป็นผู้บังคับบัญชา ?
ก. พระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี
ข. เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี
ค. ออกญาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี
ง. สมเด็จพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี
ตอบ ข. เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี
คำอธิบาย
ประวัติ ตำรวจไทยยุคต้น (ก่อน พ.ศ. 2403)
กิจการตำรวจ มีมาก่อน พ.ศ. 2403 แต่หลักฐานที่แน่ชัดพอจะหาได้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มีตำรวจขึ้นด้วยและให้ขึ้นอยู่กับเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชา
กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็นตำรวจพระนครบาล ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานในบทพระอัยการระบุตำแหน่งนายพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น ดังนี้
ตำรวจภูธร หลวงวาสุเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูธร ศักดินา 1,000 ขุนพิศณุแสนปลัดขวา ศักดินา 600
ตำรวจภูบาล หลวงเพชรฉลูเทพ เจ้ากรมมหาดไทย
ตำรวจภูบาลศักดินา 1,000 ขุนมหาพิชัย ปลัดขวา ศักดินา 600 ขุนแผลงสะท้าน ปลัดซ้าย ศักดินา 600
นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่าบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว กิจการตำรวจในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก

ข้อที่ 6. โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรถูกจัดตั้งขึ้ในปีใด ?
ก. ในปี พ.ศ. 2444
ข. ในปี พ.ศ. 2448
ค. ในปี พ.ศ. 2452
ง. ในปี พ.ศ. 2455
ตอบ ก. ในปี พ.ศ. 2444
คำอธิบาย
กิจการตำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475
เป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนาดใหญ่ในทุกๆ ด้าน ตามแบบอย่างอารยประเทศตะวันตก ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในปี พ.ศ. 2405 ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ (Captain Sammoal Joseph Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวงตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเหตุทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้นซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา กำลังแข่งขันกันหาเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย การจัดระเบียบการปกครองประเทศขณะนั้นจึงเพ่งเล็งไปในด้านป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นโยบายการตำรวจก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศและทหารด้วยเป็นธรรมดา
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 การปรับปรุงการตำรวจ นอกจากได้ขยายงานตำรวจนครบาลโดยให้ นาย เอ.เย.ยาดิน (A.J.Jardine) มาช่วยงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูปทหารโปลิศ เมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยว่าจ้าง นาย ยี.เชา. (G.Schau) ชาวเดนมาร์คมา เป็นผู้วางโครงการ ผู้บังคับบัญชาส่วนมากก็โอนมาจากนายทหาร ต่อมาใน พ.ศ. 2420 ได้เปลี่ยน “กองทหารโปลิศ” เป็น “กรมกองตระเวนหัวเมือง” จนถึงปี พ.ศ. 2440 ได้ตั้ง “กรมตำรวจภูธร” ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง โดยมี พลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร
ในปี พ.ศ. 2444 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตนายตำรวจออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค แม้ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 จะได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบัน

ข้อที่ 7. จากกิจการตำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475 “กรมพลตระเวน” สังกัดอยู่ในกระทรวงใด ?
ก. กระทรวงนครบาล
ข. กระทรวงมหาดไทย
ค. กระทรวงกลาโหม
ง. กระทรวงพลังงาน
ตอบ ก. กระทรวงนครบาล
คำอธิบาย
กิจการตำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475
กำลังพลในระยะแรกใช้ตำรวจ แต่ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2448 ได้เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแล้ว ก็ได้พยายามขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชาชน
ต่อมาได้ขยายกิจการตำรวจภูธรไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง
กิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับ 2 กระทรวงคือ กระทรวงนครบาล (กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล) และกระทรวงมหาดไทย (กรมตำรวจภูธร) และต่อมาได้รวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกันเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 เรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” กรมตำรวจจึงถือว่าวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ และในปลายปีนั้นเองได้เปลี่ยนเป็น “กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดี
ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทยเข้าเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลจึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. 2469 ได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลเป็น “กรมตำรวจภูธร” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ประเภทคือ
ตำรวจนครบาล คือตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้ายไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรง
ตำรวจภูธร คือตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ
จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 จึงได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรเป็น “กรมตำรวจ”

ข้อที่ 8. จากประกาศเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย เรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ พ.ศ. 2475 กิจการตำรวจได้แบ่งออกเป็นกี่ส่วน ?
ก. แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ข. แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ค. แบ่งออกเป็น 4 ส่วน
ง. แบ่งออกเป็น 5 ส่วน
ตอบ ค. แบ่งออกเป็น 4 ส่วน
คำอธิบาย
ตำรวจไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
การตำรวจยุคนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน จะเรียกว่า ตำรวจยุคปัจจุบัน หรือตำรวจสมัยประชาธิปไตยก็ได้หลังจากที่ ประเทศไทยได้เปลี่ยน แปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยแล้วโดยประกาศเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย เรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ พ.ศ. ๒๔๗๕ กิจการตำรวจได้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ
ส่วนที่ ๑ เป็นหน่วยบริหารงานส่วนกลางและสำนักบริหาร ของอธิบดีกรมตำรวจมีกองขึ้นตรง ๖ กอง คือ ๑. กองกลาง ๒. กอง บัญชี ๓. กองโรงเรียน ๔. กองคดี ๕. กองตรวจคนเข้าเมือง ๖. กองทะเบียนกลาง
ส่วนที่ ๒ คือ ตำรวจนครบาล
ส่วนที่ ๓ คือ ตำรวจภูธร
ส่วนที่ ๔ คือ ตำรวจสันติบาลเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังที่ได้ยกเลิก ตำรวจภูบาล ตำรวจกลาง และตำรวจกองพิเศษ
จากนั้นกิจกการตำรวจก็ได้มีการปรับปรุงให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมาโดยลำดับ และในปี ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ตราพระราชบัญญัติโอนกรมตำรวจ จากสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ข้อที่ 9. ธงชัยประจำหน่วยตำรวจเป็นธงซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวนกี่ธง ?
ก. ได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวน 4 ธง
ข. ได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวน 5 ธง
ค. ได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวน 6 ธง
ง. ได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวน 7 ธง
ตอบ ค. ได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวน 6 ธง
คำอธิบาย
ธงชัยประจำหน่วยตำรวจ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พร้อมกับหน่วยตำรวจอื่นรวม 6 หน่วย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ณ ลานพระราชวังดุสิต
ธงชัยประจำหน่วยตำรวจ นี้ เป็นธงซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้รับพระราชทานเป็นครั้งแรกจำนวน 6 ธง เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ณ ลานพระราชวังดุสิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ในการพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพลประจำหน่วยตำรวจด้วยพระองค์เอง ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ความสำคัญของธงชัย ลักษณะ การได้มาของธงชัยประจำหน่วยตำรวจ มีลักษณะเช่นเดียวกับธงชัยเฉลิมพลของทหารทุกประการ โดยผืนธงมีสีลักษณะเดียวกับธงชาติ ที่ซุ้มยอดธงบรรจุเส้นพระเกศา (เส้นพระเจ้า) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรจุพระพุทธรูปองค์เล็ก เรียกว่า “พระยอดธง” เอาไว้ อันมีความหมายว่าธงชัยนี้เป็นตัวแทนของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่ข้าราชการตำรวจทั้งหลาย และประชาชนชาวไทยให้ความเคารพนับถือ โดยความสำคัญของธงชัยประจำหน่วยตำรวจนี้ ปรากฏในพระบรมราโชวาทในวันพิธีสวนสนามและพระราชทานธงชัยประจำหน่วยตำรวจเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ความตอนหนึ่งที่ว่า
“…ในการที่ข้าพเจ้าได้มอบธงชัยให้แก่หน่วยต่างๆในกรมตำรวจในวันนี้ ก็โดยที่ระลึกว่า หน้าที่สำคัญของตำรวจทั้งหลายในปัจจุบัน มิใช่เพียงรักษาความสงบภายในบ้านเมืองเท่านั้น แต่ต้องป้องกันความไม่สงบที่อาจจะมาจากภายนอกประเทศอีกด้วย ธงนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเอาใจใส่ตัวท่านทั้งหลายตลอดเวลา เพราะเป็นที่หมาย ที่เคารพในเวลาที่กองตำรวจได้เข้าเป็นหมวดหมู่อยู่ประจำ และเมื่อถึงวาระจำเป็นที่คับขัน เมื่อท่านได้ระลึกถึงธงชัยนี้แล้ว ก็จะเป็นเครื่องชักนำให้องอาจกล้าหาญ และร่าเริงใจที่จะประกอบหน้าที่ บำเพ็ญตนให้สมกับเป็นตำรวจของชาติไทย อย่าให้ผู้ใดติเตียนว่าเราเกิดมาเสียชาติเกิดได้ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงรับธงนี้ไว้ด้วยความรัก และความเคารพเทิดทูน และพิทักษ์รักษาธงนี้ไว้ยิ่งกว่าชีวิตตน และให้เป็นมิ่งขวัญที่เป็นศักดิ์ศรีของกรมตำรวจสืบไป …”

แนวข้อสอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียง 1 ข้อ
ข้อที่ 1. ตามมาตราที่ 5 บุคคลใดมีอำนาจออกข้อบังคับของพระราชบัญญัติฉบับนี้
ก. ประธานศาลฎีกา
ข. นายกรัฐมนตรี
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ข้อที่ 2. ตามมาตราที่ 2 ในประมวลกฎหมายนี้ ข้อใดให้ความหมายของ “ผู้ต้องหา” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 4,5 และ 6
ข. หมายความถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล
ค. หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
ง. หมายความถึงการที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ ว่ามีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดี ได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งขึ้น
ข้อที่ 3. ตามมาตราที่ 2 ข้อที่ 2 ในประมวลกฎหมายนี้ บุคคลในข้อใดให้คือ “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่”
ก. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ข. ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
ค. ผู้บัญชาการตำรวจ
ง. ถูกทุกข้อ
ข้อที่ 4. ข้อใดบอกเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ได้ชัดเจนที่สุด
ก. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน
ข. เป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อต่อพวกพ้องของพรรคการเมือง
ค. เพื่อกำหนดเพิ่มเติมให้ประธานศาลฎีกาและนายกรัฐมนตรีรักษาการในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ดังกล่าว
ง. ถูกทั้งข้อ ก และข้อ ข
ข้อที่ 5. ตามมาตราที่ 5 บุคคลใดมีอำนาจมีอำนาจออกกฎกระทรวงของพระราชบัญญัติฉบับนี้
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ข. นายกรัฐมนตรี
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ง. ถูกทุกข้อ
ข้อที่ 6. ตามมาตราที่ 3 ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลมีสิทธิ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายได้หรือไม่
ก. ไม่ได้เนื่องจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล ไม่ใช่ผู้เสียหาย
ข. ไม่ได้เนื่องจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล ไม่มีอำนาจกระทำการใดๆแทนผู้เสียหาย ตามมาตราที่ 4,5 และ 6
ค. ได้เนื่องจากตามมาตรา 3 ได้กำหนดไว้ให้บุคคลดั่งระบุในมาตรา 4,5 และ 6 สามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แทนผู้เสียหายได้
ง. ได้เนื่องจากตามมาตรา 8 ได้กำหนดไว้ให้บุคคลดั่งระบุในมาตรา 9,10 และ 11 สามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แทนผู้เสียหายได้
ข้อที่ 7. ตามมาตราที่ 5 หากนางสุดารัตน์ถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ บุคคลใดสามารถจัดการแทนผู้เสียหายได้
ก. ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น
ข. ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน
ค. ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล
ง. ถูกทุกข้อ
ข้อที่ 8. เด็กชายจัสตินเป็นผู้วิกลจริตไร้ความสามารถไม่มีผู้อนุบาล เป็นผู้เสียหายในคดีอาญา อยากทราบว่าต้องให้ใครเป็นผู้แทนเฉพาะคดีนี้
ก. ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
ข. ผู้แทนโดยชอบธรรม
ค. ให้ศาลตั้งพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทนห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในเรื่องขอตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี
ง. ถูกทุกข้อ
ข้อที่ 9. นางกนกการเป็นผู้เสียหายในคดีถูกทำร้ายร่างกาย โดยนางกนกการมีสามีคือนาย กรกนก อยากทราบว่านางกนกการนั้นมีสิทธิฟ้องคดีได้เองโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากสามีคือนาย กรกนกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ก. ฟ้องได้ตาม มาตราที่ 4 ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี หญิงนั้นมีสิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับอนุญาตของสามี
ข. ฟ้องได้มาตราที่ 5,6 และ 7 ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี หญิงนั้นมีสิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับอนุญาตของสามี
ค. ฟ้องไม่ได้ตามมาตราที่ 5 (2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา
ง. ฟ้องไม่ได้ตามมาตราที่ 5 (3) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา
ข้อที่ 10. นายเด่นชัยถูกจับข้อหาพยายามฆ่า และถูกตำรวจควบคุมหรือขังอยู่ อยากถามว่านายเด่นชัย มีสิทธิ์ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ก. ได้ ตามมาตราที่ 6 (3) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน
ข. ได้ ตามมาตราที่ 7 (2) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน
ค. ไม่ได้ตามตามมาตราที่ 8 (2) ไม่ให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน
ง. ผิดทุกข้อ


อ่านแนวข้อสอบตำรวจสำหรับสอบ ปี2557 >>>>>
แนวข้อสอบตำรวจ วุฒิ ม.6 สายปราบปราม 57.
แนวข้อสอบตำรวจ วุฒิ ม.6 สายอำนวยการ 57.


*หมายเหตุ เฉลยแนวข้อสอบตำรวจ วุฒิ ม.6 2557 จะปรากฏขึ้น เมื่อท่านร่วมแสดงความคิดเห็นคะ


หมายเหตุ : แนวข้อสอบทั้งหมดนี้ เป็นทรัพย์สินของเว็บไซต์ jobparttimes.com ไม่อนุญาตให้นำออก คัดลอก แก้ไข ดัดแปลงทั้งหมด หรือบางส่วน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์ มิฉะนั้น จะมีความผิดตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

Tags: , , , , , , , , , ,